How To English กับพี่ GT Chapter 1

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 1.0/5 (1 vote cast)
hand drawn effect type spelling English and various language related concepts

How To English กับ GT

     สวัสดีครับวันนี้อยู่ๆก็อยากเขียนอะไรที่ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ คงเป็นเพราะใกล้ที่จะเปิด AEC กันแล้วและภาษาจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในการทำงาน การใช้ชีวิตร่วมกับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาภายในประเทศมากขึ้นด้วยครับ ผมเองอยากที่จะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆจึงเริ่มกลับมาศึกษาภาษาอังกฤษกันใหม่ตั้งแต่เริ่มต้นเลยคิดที่จะเขียนบทความภาษาอังกฤษเพื่อทบทวนตัวเองและแชร์ให้เพื่อนๆด้วยครับ

     บทความภาษาอังกฤษ How To English ของผมนั้นจะค่อยๆทำเป็นตอนๆไป เพื่อให้ผู้ที่ศึกษานั้นจะได้ไม่รู้สึกน่าเบื่อ รู้สึกอึดอัดหรือกดดันกับการที่ต้องมานั่งเรียนภาษาเยอะๆ เรียนรู้ศัพท์เยอะๆในคราวเดียว ส่วนใครที่คิดว่าหัวไวไปได้เร็วผ่านได้นะครับ

     “ผมต้องการแชร์เพื่อให้คนที่ไม่รู้มากที่สุดกลายเป็นคนที่เข้าใจมากที่สุดนะครับ”   อย่าเพิ่งท้อนะครับสำหรับคนที่รู้สึกไม่ดีกับภาษาอังกฤษ ผมเองก็เคยเป็นอย่างนั้นเหมือนกันเคยเป็นเด็กที่โดดเรียนหนีการท่องศัพท์แต่โชคดีที่มีโอกาสได้ศึกษาในโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ดีทำให้ผมรักและเข้าใจภาษาอังกฤษได้มากขึ้น ทำให้ผมมีโอกาสดีๆในชีวิตหลายอย่างทั่งหน้าที่การงานในบริษัทต่างชาติและการศึกษา ผมอยากให้ข้อคิดอย่างหนึ่งนะครับว่า “กรุงโรมไม่ไดสร้างภายในวันเดียว” ภาษาก็เช่นกันต้องใช้เวลาในการเรียนรุ้แต่มันไม่มีวันสิ้นสุดเพราะภาษาก็พัฒนาของมันไปเรื่อยๆ…

     เอาล่ะครับผมว่าเรามาเริ่มบทเรียนแรกกันดีกว่านะครับ

Q : Part of Speech คืออะไร?

A : Part of Speech แปลว่า “ส่วนแห่งคำพูด” หรือ “ชนิดของคำพูด” ในภาษาอังกฤษทุกคำที่เราเขียนหรือพูดในทุกวันนี้จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Part of Speech ทั้งนั้น

Q : แล้ว Part of Speech ที่ว่ามีอะไรบ้างล่ะ?

A : Part of Speech แบ่งออกเป็น 8 ชนิด ได้แก่

  1. Noun = นาม
  2. Pronoun = สรรพนาม
  3. Verb = กริยา
  4. Adverb = คำวิเศษณ์ (หรือคำกริยาวิเศษณ์)
  5. Adjective = คุณศัพท์
  6. Preposition = บุพบท
  7. Conjunction = สันธาน
  8. Interjection = อุทาน

เอาล่ะมาดูกันว่ามีความหมายอย่างไรกันบ้างสั้นๆง่ายๆได้ใจความเนอะ

  1. Noun ก็คือ “นาม” แปลว่า “ชื่อ” คือคำที่เราใช้เรียก คน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, คุณสมบัติหรือคุณค่า เช่น
    • คน : Robert, Somchai, GorillaTrick เป็นต้น
    • สัตว์ : Dog, Snake, Cow เป็นต้น
    • สิ่งของ : Table, Chair, Book เป็นต้น
    • สถานที่ : Town, School, Office เป็นต้น
    • คุณสมบัติหรือคุณค่า : Truth,Wisdom, Goodness เป็นต้น
  2. Pronoun แปลว่า “สรรพนาม” หมายถึง คำที่ใช้แทน Noun หรือพูดง่ายๆก็คือใช้ “เรียกแทน” คน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, คุณสมบัติหรือคุณค่า เพื่อต้องการไม่ให้พูดหรือเอ่ยถึงชื่อของ คน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่, คุณสมบัติหรือคุณค่า ซ้ำๆกันอีกเพราะจะทำให้ฟังดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ Pronoun ได้แก่คำต่อไปนี้ He,She,It,I,You,We,They,Who,These, Eac, One เป็นต้น นอกจากนี้ Pronoun ยังแบ่งออกไปได้อีกเป็น 2 พจน์ 3 บุรุษ 8 ชนิด (อย่าเพิ่งงงครับไว้เดี๋ยวจะมาอธิบายโดยละเอียดทีหลังนะครับ)
  3. Verb แปลว่า “กริยา” หมายถึง คำหรือกลุ่มคำที่เป็นการแสดงออก แสดงการกระทำของประธาน (action) หรือการแสดงความเป็นอยู่ (being) หรือสภาวะความเป็นอยู่ ( state of being )  ของประธาน เช่น  fly, is, am, seem, look เป็นต้น มาดูต้วอย่างกันครับ
    • Bird fly (action) แปลว่า นกบิน
    • Joe is a boy (being) แปลว่า โจเป็นเด็กผู้ชาย
    • He look good (state of being) แปลว่า เขาดูดี
  4. Adverb แปลว่า “คำวิเศษณ์” (หรือคำกริยาวิเศษณ์) เป็นคำที่ทำหน้าที่ขยาย “Verb” หรือ “กริยา” ขยาย “Adjective” หรือ “Adverb” ด้วยกันเองก็ได้เพื่อให้เนื้อความในประโยคชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นคำว่า well ,slow, hard เป็นต้น มาดูตัวอย่างกันครับ
    • He works hard. เขาเป็นคนทำงานหนัก (hard ขยาย works ซึ่งเป็น Verb)
    • He is very well.  เขาเป็นคนจนมาก ( very ขยาย well ซึ่งเป็น Adjective )
    • He works very slow.เขาเป็นคนที่ทำงานหนักมาก ( very ขยาย slow ซึ่งเป็น Adverb )
  5. Adjective แปลว่า “คุณศัพท์” ก็คือกลุ่มคำที่ช่วยให้ Noun หรือ Pronoun มีความหมายมากขึ้นหรือชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
    1. Higher income (รายได้สูงขึ้น)
    2. Net price (ราคารขาดตัว)
  6. Preposition แปลว่า “บุพบท” คือคำที่ใช้เชื่อมคำ Noun กับ Pronoun เข้ากับคำอื่นๆที่อยุ่ในประโยค มีไว้เพื่อทำให้ใจความในประโยคกลมกลืนสละสลวยขึ้น เช่นคำว่า in ,on, at, by, from เป็นต้น มาดูตัวอย่างกันนะครับ
    1. Jane is in the office.
    2. We are from England by plain.
  7. Conjunction แปลว่า “สันธาน” คือคำที่ใช้เชื่อมคำต่อคำ(words), วลี(Phrases),หรือประโยค(Clauses)ต่างๆให้เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน (ย้ำนะครับว่าไม่ใช่แต่เชื่อมประโยคอย่างเดียวนะครับ) ได้แก่ and, or, but, not, since,although เช่น
    • He plays but I learn.
  8. Interjection แปลว่า “อุทาน” คือคำที่เราดูดออกมาด้วยอารมณ์หรือความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากจิตใจ ซึ่งคำอุทานอาจจะออกมาเป็นคำเดียวก็ได้หรือเป็นประโยคก็ได้ เช่น
    • Ah! อ๊า!
    • Nonsense! เหลวไหล
    • What a sad thing it is! มันเป็นอะไรที่น่าเศร้า

เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ How To English กับพี่ GT บทเรียนแรกกับพื้นฐานของการเรียนภาษาอังกฤษ Grammar ล้วนๆเลยหวังว่าจะไม่เบื่อกันซะก่อนนะครับ อยากาจะบอกว่ามันสำคัญจริงๆถ้าเราไม่รู้จักว่าการเรียงประโยคให้ถูกต้องเป็นยังไงเวลาเราจะพูดหรือเขียนเพื่อสื่อสารก็อาจจะทำให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายผิดไปได้นะครับ จำไว้นะครับวิธีเรียนภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคือ “ฟังที่ถูก” “พูดที่ถูก” และ “ใช้ที่ถูก” สวัสดีครับ..

VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 1.0/5 (1 vote cast)
VN:F [1.9.22_1171]
Rating: 0 (from 0 votes)
How To English กับพี่ GT Chapter 1, 1.0 out of 5 based on 1 rating

About admin